การดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มมิตรผล


การเคารพต่อสิทธิมนุษยชนเป็นหนึ่งในพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม ซึ่งบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และบริษัทย่อย (“บริษัท”) ได้ให้ความสำคัญและกำหนดให้การปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของจรรยาบรรณมิตรผล ตลอดจนจรรยาบรรณคู่ค้ามิตรผล และได้กำหนดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า อันสอดคล้องต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights; UDHR)  หลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจแห่งสหประชาชาติ (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights; UNGP)  และหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labor Organization’s Declaration on Fundamental Principles and Rights at Work) รวมถึงข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (United Nations Global Compact หรือ UNGC) ซึ่งกลุ่มมิตรผลเข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อปี 2560

 

Link: Human Rights Policy

 

บริษัทได้นำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence; HRDD) ตามหลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจแห่งสหประชาชาติ (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights; UNGP)  มาในเป็นกรอบในการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน โดยดำเนินการครอบคลุมทุกกิจกรรมทางธุรกิจในประเทศไทย และทุกพื้นที่ในประเทศที่บริษัทฯ มีพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งในส่วนของการบุคลากรมิตรผล คู่ค้า (ชาวไร่ ผู้รับเหมา ลูกค้า) และผู้ร่วมธุรกิจ โดยมีขั้นตอนบริหารจัดการ ดังนี้

 


 
1. ความมุ่งมั่นด้านสิทธิมนุษยชน


มีการกำหนดนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องต่อหลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนคู่ค้า (ชาวไร่ ผู้รับเหมา ลูกค้า) และผู้ร่วมธุรกิจ ให้รับทราบและได้ดำเนินธุรกิจโดยเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชนไปในทิศทางเดียวกัน

 

2. การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ


ระบุประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตของการดำเนินธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ข้อมูลจากการเทียบเคียงกับอุตสาหกรรม และประเด็นความเสี่ยงที่ถูกรายงานโดยองค์กรต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ เช่น Human Rights Watch, Amnesty International, Business Social Responsibility และ the United Nations Human Rights Council เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกลุ่มธุรกิจและทุกพื้นที่ในประเทศไทยมีการบ่งชี้ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างครอบคลุม จากนั้นจึงทำการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน (Human rights risk assessment) โดยกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินระดับผลกระทบที่ชัดเจนทั้งในด้านโอกาสเกิดและความรุนแรง โดยพิจารณาครอบคลุมถึงผู้ที่ได้รับหรืออาจได้รับผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ทั้งภายในและภายนอกองค์กร จากการดำเนินกิจกรรมของธุรกิจและการดำเนินกิจกรรมของคู่ค้า (ชาวไร่ ผู้รับเหมา ลูกค้า) และผู้ร่วมธุรกิจ รวมถึงกลุ่มผู้เปราะบาง เช่น เด็ก ผู้บกพร่องทางร่างกาย แรงงานต่างด้าว เป็นต้น  

 

3. การจัดการและการบูรณาการ


ภายหลังการประเมินและลำดับความสำคัญของประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน จึงมีการกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ยังคงมีความเสี่ยงในระดับสูง สำหรับการดำเนินกิจกรรมของธุรกิจและการดำเนินกิจกรรมของคู่ค้า (ชาวไร่ ผู้รับเหมา ลูกค้า) และผู้ร่วมธุรกิจ โดยจะบูรณาการมาตรการต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในหน่วยงานที่รับผิดชอบ

 

4. การติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน


มีการติดตามการดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน และรายงานให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกได้รับทราบถึงการประเมินประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ โดยผ่านเว็บไซต์ และรายงานความยั่งยืนประจำปีของบริษัทฯ

 

5. การดูแลและเยียวยา


ถือเป็นหน้าที่ที่บริษัทจะได้แก้ไขและบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนหากเกิดจากการที่บริษัทเป็นผู้ก่อ หรือมีส่วนทำให้เกิดขึ้น และกำหนดให้มีกลไกการร้องเรียนสำหรับผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับหรืออาจจะได้รับผลกระทบ โดยจะมีการเข้าไปจัดการและเยียวยาอย่างทันท่วงที เมื่อเกิดผลกระทบขึ้น

 

Link : whistleblowing

 

6. การสร้างวัฒนธรรมและการสื่อสาร


การดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทบทวนตามกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านอย่างสม่ำเสมอให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงาน เพราะประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และปลูกฝังบุคคลากรในองค์กรให้เคารพต่อสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้บริษัทยังกำหนดให้มีการสื่อสารต่อสาธารณะถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการของบริษัทตามกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน 

 

ร้อยละกิจกรรมทางธุรกิจและพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน 

 


หมายเหตุ: ในปัจจุบันธุรกิจภายในประเทศของบริษัทไม่มีผู้ร่วมธุรกิจ (Business partner) 
ทั้งนี้ ในทุกกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท และกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทที่มีความเสี่ยงจะมีมาตรการควบคุมผลกระทบครบถ้วน คิดเป็นร้อยละ 100 ของพื้นที่ปฏิบัติการ

 

ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญในห่วงโซ่คุณค่าและการกำหนดมาตรการลดผลกระทบ

 

ความเสี่ยงที่สำคัญ ตัวอย่างมาตรการควบคุมในปัจจุบัน
1. แรงงาน
1) ความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน
1.1 มีนโยบายความปลอดภัยและมาตรฐานการปฏิบัติงานและเครื่องมือ อุปกรณ์
1.2 มีการกำหนดกฎพิทักษ์ชีวิตตามความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการตรวจประเมินด้านความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร
1.3 มีการฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน และการทำงานในพื้นที่เสี่ยง ให้แก่พนักงาน ชาวไร่ และผู้รับเหมา
1.4 มีการจัดเตรียมอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้กับพนักงานและผู้รับเหมา
2) เงื่อนไขของการจ้างแรงงานในห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ชัดเจน 2.1 มีคู่มือการปฎิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลและแรงงานจ้างเหมา
2.2 มีการลงนามในคู่มือจรรยาบรรณของพนักงานและคู่ค้า
3) การนำบุตรหลานเข้ามาในพื้นที่ปฏิบัติงาน 3.1 มีระบบควบคุมและตรวจสอบการเข้า-ออกพื้นที่โรงงานของกลุ่มธุรกิจน้ำตาล พลังงานและวัสดุทดแทนไม้
3.2 ศูนย์เด็กเล็กในกลุ่มธุรกิจน้ำตาล
2. ชุมชนและสังคม
1) ความปลอดภัยและวิถีการดำรงชีวิตของคนในชุมชน
2) การบริหารจัดการน้ำใช้ในการดำเนินธุรกิจ
3) การจัดการของเสีย และมลภาวะ
1. กระบวนการสำรวจพื้นที่ชุมชน
2. กระบวนรับข้อร้องเรียนที่ชัดเจนและนำมาการหารือร่วมกับชุมชนและหน่วยงานราชการผ่านกระบวนการไตรภาคี/เครือข่ายธรรมภิบาล
3. มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการดูแลและร่วมพัฒนาชุนชนอย่างยั่งยืน
4. ระบบบำบัดนน้ำทิ้ง
5. โครงการ Zero discharge โดยมีการนำนน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ในด้านเกษตรกรรมของกลุ่มมิตรผล
6. การเฝ้าระวังและติดตามควบคุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมผ่านตัวชี้วัดที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม
7. การตรวจวัดค่ามลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ
8. นโยบาย Green procurement
9. นโยบายจ้างคู่ค้าที่ได้รับการอนุญาตนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ออกนอกโรงงานเพื่อนำไปกำจัดตามประเภทที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด และขึ้นทะเบียนแล้วเท่านั้น
3. ผู้บริโภค
• สุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์น้ำตาล
1. ดูแล ควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารตามาตรฐานสากล ได้แก่ ISO9000 / ISO22000 / GMP ตลอดกระบวนการผลิตและขนส่ง
2. ใช้เทคโนโลยีใช้ในกระบวนการบรรจุ เพื่อลดการสัมผัสของคน
3. มีการสุ่มสำรวจความพึงพอใจของผู้บริโภค
4. มีกระบวนการรับข้อร้องเรียนจากลูกค้าและผู้บริโภค โดยมีหน่วยงานที่ทำ หน้าที่รับผิดชอบโดยตรง